ผู้นำคีร์กีซสถานลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกประท้วงหนัก

ผู้นำคีร์กีซสถานลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกประท้วงหนัก

ประธานาธิบดีซูรอนไบ เยเอนเบคอฟ ลาออกจากตำแหน่งผู้นำคีร์กีซสถาน เกือบ 2 สัปดาห์หลังการเลือกตั้งที่เป็นชนวนของการประท้วงครั้งใหญ่ในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบิชเคก ประเทศคีร์กีซสถาน เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ว่า ทำเนียบประธานาธิบดีคีร์กีซสถานออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ว่า ประธานาธิบดีซูรอนไบ เยเอนเบคอฟ ลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุเหตุผลเพียงว่า เพื่อป้องกันการปะทะครั้งใหม่ ระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกับผู้ประท้วง หลังจากนี้ นายคานัตเบค อิซาเยฟ ประธานสภาสูงสุด จะปฏิบัติหน้าที่รักษาการ
  
ขณะที่ นายกรัฐมนตรีซาดีร์ ยาปารอฟ ซึ่งเป็นนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่กลุ่มผู้ประท้วงช่วยเหลือออกมาจากเรือนจำ และเยเอนเบคอฟยอมรับให้เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีเข้าพบหารือกับเยเอนเบคอฟ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่ได้รับการยืนยันว่า จะลาออกต่อเมื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาสูงสุดครั้งใหม่ “ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นเท่านั้น”
 
ทั้งนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาสูงสุดของคีร์กีซสถาน เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นชนวนของการประท้วงตามเมืองใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะที่กรุงบิชเคก และบรรยากาศยังคงตึงเครียด แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะแล้วก็ตาม เนื่องจากพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรกับเยเอนเบคอฟ ได้รับการเลือกตั้งรวมกันครองเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ของสภา สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย ว่าจะเป็นการปูทางให้เยเอนเบคอฟสามารถแก้รัฐธรรมนูญ ให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต เมื่อครบวาระ 1 สมัย หรือ 6 ปีตามรัฐธรรมนูญ ในปี 2566
 
สำหรับ เยเอนเบคอฟ วัย 61 ปี ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 5 ของคีร์กีซสถาน เมื่อเดือน พ.ย. 2560 อนึ่ง คีร์กีซสถานซึ่งมีทรัพยากรอย่างทองคำ ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตสำคัญอีกหลายชนิด เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดยได้รับเอกราชเมื่อปลายปี 2534 และสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ให้การรับรองในเดือน มี.ค.ปีต่อมา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคีร์กีซสถานยังคงมีความร่วมมือหลายด้านใกล้ชิดกับรัสเซีย แต่สถานการณ์การเมืองภายในไม่ค่อยมีเสถียรภาพมากนัก